แบบจำลองอะตอม
1. ดอลตัน เสนอแบบจำลองอะตอมทรงกลมตันภายในไม่มีอนุภาคใดๆ พร้อมกับทฤษฎีอีก 5 ข้อ
1. สารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่สุดเรียกว่า “อะตอม”
2. อะตอมจะไม่สามารถแบ่งแยกได้
และไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้
3. อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันจะมีสมบัติเหมือนกันทุกประการ
4. อะตอมของธาตุต่างกันจะมีสมบัติต่างกัน
5.
ธาตุตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปสามารถรวมตัวกันเกิดเป็นสารประกอบ
โดยมีอัตราส่วนการรวมตัวเป็นตัวเลขอย่างง่าย เช่น CO, CO2
แต่ในปัจจุบัน
ทฤษฎีข้อ 1, 3 และ 4 ใช้ไม่ได้แล้ว
2.
ทอมสัน และโกลสไตน์ ค้นพบว่าในอะตอมยังมีอนุภาคที่เรียกว่า "อิเล็กตรอน" และ "โปรตอน" อยู่ จากการศึกษาลักษณะของรังสีแคโทด
และแอโนด บนฉากรับเคลือบ ZnS
พร้อมกับคำนวณหาอัตราส่วนระหว่างประจุต่อมวลของอิเล็กตรอนได้เท่ากับ -1.78
x 108 c/g
หลอดแคโทดที่ใช้ในการทดลองของทอมสัน
หลอดแคโทดที่ใช้ในการทดลองของโกลสไตน์
มิลลิแกน
คำนวณหาประจุของอิเล็กตรอนโดยใช้หยดน้ำมันทำให้เป็นละอองที่เล็กที่สุด
ผ่านละอองน้ำมันในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
พร้อมกับแรงโน้มถ่วงกระทำให้ละอองน้ำมันอยู่ในสภาวะสมดุล
ทำให้ได้ค่าประจุอิเล็กตรอนเท่ากับ -1.6 x 10-19 c
และมวลเท่ากับ 9.110 x 10-28
g
3.
รัทเทอร์ฟอร์ด ยิงอนุภาคแอลฟาผ่านแผ่นทองคำบาง พบว่ารังสีส่วนใหญ่เคลื่อนที่เป็นแนวตรง
แต่มีส่วนน้อยที่ถูกเบี่ยงเบน หรือสะท้อนกลับออกมา
ทำให้ทราบว่าภายในอะตอมมีช่องว่างมาก เนื่องจากอนุภาคแอลฟาที่มีขนาดใหญ่
การสะท้อนกลับแสดงว่าจะต้องมีอนุภาคที่มีมวลสูงกว่าแอลฟา ซึ่งก็คือนิวเคลียสที่อยู่ตรงกลางอะตอม
ประกอบด้วย โปรตอน และนิวตรอน (ค้นพบในภายหลัง)
แสดงวิธีการทดลองของรัทเทอร์ฟอร์ด
4.
โบร์ ศึกษาจากแถบสเปกตรัม
ซึ่งแสดงถึงระดับพลังงานที่แตกต่างของสีแต่ละสี พบว่า
เป็นผลมาจากการกระตุ้นอิเล็กตรอนในสถานะพื้น
ทำให้อิเล็กตรอนต้องเปลี่ยนวงโคจรมาอยู่ในระดับพลังงานอื่นๆ ถัดออกมา
เมื่อไม่มีพลังงานกระตุ้นอีก
อิเล็กตรอนจะกลับมาสู่สถานะพื้นและคายพลังงานออกมาในรูปพลังงานแสง
เขาจึงเสนอแบบจำลองอะตอมที่ประกอบไปด้วยนิวเคลียสตรงกลางอะตอมและอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสคล้ายวงโคจรของระบบสุริยะ
โดยชั้นที่ n สามารถบรรจุอิเล็กตรอน ได้สูงสุด 2n2 อิเล็กตรอน
แสดงการทดลองของนีล โบร์
5. แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก การศึกษาพฤติกรรมของอนุภาคในระดับอะตอมนั้น จำเป็นต้องอาศัยกลศาสตร์ควอนตัมในการอธิบาย
เดอ เบรย เสนอว่าแสงมีสมบัติเป็นอนุภาคได้
ในทางกลับกันอนุภาคก็มีสมบัติเป็นคลื่นได้เหมือนแสง และไฮเซนแบร์ก
กล่าวว่าตำแหน่งและโมเมนตัมของอิเล็กตรอนไม่สามารถระบุพร้อมกันได้ถูกต้องทั้ง 2
ค่าในขณะเดียวกัน และชเรอดิงเงอร์ให้บริเวณที่มีอิเล็กตรอนเรียกว่า ออร์บิทัล (orbital) รูปร่างออร์บิทัลจะกำหนดจากบริเวณที่มีโอกาสพบอิเล็กตรอนมากที่สุด
ดังนั้นบริเวณที่มีกลุ่มหมอกหนาแน่นก็จะมีโอกาสพบอิเล็กตรอนมากที่สุด

รูปที่ 1 Timeline วิวัฒนาการแบบจำลองอะตอมนับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ผู้ริเริ่มแนวคิดอะตอมคือ ดิโมคริตุส คำว่า "อะตอม" ในสมัยนั้นแปลว่าไม่สามารถแบ่งได้อีกต่อไป
รูปที่ 2 ภาพถ่ายอะตอมของทองคำด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีกำลังขยายสูงมาก
รูปที่ 3 Hydrogen Wave Function ตามแนวคิดของชเรอดิงเงอร์ บริเวณที่มีโอกาสพบอิเล็กตรอนเรียกว่า "ออร์บิทัล"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น